แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัษฏากร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัษฏากร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประมวลรัษฎากรมาตรา 67

ประมวลรัษฎากรมาตรา 67
โจทย์ Marine Shipping & Transportation Corporation (Marine Corp) เป็นบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยทางเรือ มีสาขาตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย บริษัท ไทยนำสินฟู้ดโปรดักส์ จำกัด (ไทยนำสิน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตั้งอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารฮาลาล ไทยนำสินได้ขายสินค้าอาหารให้แก่ผู้ซื้อในประเทศกาตาร์จึงได้ว่าจ้างให้ Marine Corp สาขามาเลเซียขนส่งสินค้าดังกล่าวไปยังประเทศกาตาร์ โดยไทยนำสินได้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางรถบรรทุกไปส่งมอบให้แก่ Marine Corp ในประเทศมาเลเซีย Marine Corp ได้คิดค่าบริการในการขนส่งดังกล่าวจำนวน 10 ล้านบาท อยากทราบว่า Marine Corp ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของค่าบริการรับของตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
       ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 วางหลักว่า “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตาม มาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีรับขนคนโดยสารให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดย สาร ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักราย จ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
วินิจฉัย
        กรณีตามปัญหา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในอื่นๆ รวมทั้งในประเทศและกิจการที่กระทำนั้นเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ การคำนวณภาษีเงินได้ต้องคำนวณจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร คือ ถ้าเป็นการรับขนของต้องเสียในรายได้อันเกิดจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น โดยคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 3
        ดังนั้นการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีนี้จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้
1.        เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจดทะเบียนในต่างประเทศ
2.      เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย และ
3.       กิจการที่ประกอบนั้นเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ
ตามปัญหา แม้ Marine Corp จะเป็นบริษัทที่จะทะเบียนตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อ Marine Corp มีสาขาอยู่ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียโดยไม่ปรากฏว่า Marine Corp จึงไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับประเทศไทยแต่อย่างใดเลย ดังนั้น Marine Corp จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจากค่าบริการรับขนของดังกล่าว เพราะกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อ Marine Corp ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าค่าบริการที่ Marine Corp ได้รับเป็นกรณีเนื่องจากการรับขนของออกไปจากประเทศไทยหรือไม่ ดังนั้น Marine Corp จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของค่าบริการรับขนของตามประมวลรัษฎากร
สรุป Marine Corp ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการขนส่งระว่างประเทศจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของค่าบริการรับขนของ เพราะไม่ได้มีสาขาหรือประกอบกิจการใดๆ ในประเทศไทยเลย จึงไม่ต้องด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 67

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (1), 42(1)(13)

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (1), 42(1)(13)

โจทย์ นายแดงทำงานเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัท อุปกรณ์การแพทย์ จำกัด ได้รับเงินเดือนๆ ละ 20,000 บาท นายแดงได้นำรถยนต์ส่วนตัวของตนมาใช้ในกิจการของบริษัทฯ และบริษัทฯ ได้จ่ายค่าน้ำมันรถยนต์แบบเหมาจ่ายให้แก่นายแดงเดือนละ 4,000 บาท โดยมิได้คำนึงว่านายแดงจะได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นหรือไม่ และไม่ต้องนำใบเสร็จมาแสดงแก่บริษัทแต่อย่างใด ในปีภาษี 2551 นายแดงได้รับเงินค่าน้ำมันจากบริษัทฯ เป็นเงินรวมตลอดทั้งปีจำนวน 48,000 บาท ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2551 รถยนต์ของนายแดงถูกนายเขียวขับชนโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของนายแดงได้รับความเสียหาย แต่นายแดงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย นายแดงจึงเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดของนายเขียวเพื่อเป็นค่าซ่อมรถยนต์และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าเงินได้ที่นายแดงได้รับทั้งสองจำนวนจะต้องนำมารวมคำนวณกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
       ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) วางหลักว่า “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอด ถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงิน หรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภท ต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ว่าในทอดใด
       (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงิน ที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (1)(13) วางหลักว่า “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้อง รวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
        (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้ใช้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
(13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดเงินที่ได้จากการประกันภัยหรือ การฌาปนกิจสงเคราะห์
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีนั้น เมื่อมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ต้องนำเงินได้พึงประเมินนั้นมายื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษี เว้นแต่เงินได้พึงประเมินนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 42 ยกเว้นไว้ให้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษี ก็ไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี
การที่บริษัทฯ ได้จ่ายค่าน้ำมันรถยนต์แบบเหมาจ่ายให้แก่นายแดงเดือนละ 4,000 บาท โดยในปีภาษี 2551 นายแดงได้รับเงินค่าน้ำมันจากบริษัทฯ เป็นเงินรวมตลอดทั้งปีจำนวน 48,000 บาทนั้น เงินจำนวนดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1)
และเงินได้ดังกล่าวก็ไม่ได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(1) เพราะเงินค่าพาหนะซึ่งลูกจ้างได้รับจากนายจ้างอันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(1) จะต้องพาหนะซึ่งลูกจ้างได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้ใช้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น แต่ค่าพาหนะคือค่าน้ำมันรถยนต์ที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่นายแดงซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ ที่นำรถยนต์ส่วนตัวของตนมาใช้ในกิจการของบริษัทฯ มีลักษณะเป็นการเหมาจ่ายแก่นายแดงโดยมิได้คำนึงว่านายแดงจะได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นหรือไม่ เงินค่าน้ำมันรถยนต์ที่บริษัทเหมาจ่ายให้แก่นายแดงจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1) ซึ่งไม่ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(1) ดังนั้น นายแดงจึงต้องนำเงินค่าน้ำมันรถยนต์จำนวน 48,000 บาท ไปรวมคำนวณกับเงินเดือนเพื่อนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ส่วนเงินค่าสินไหมทดแทนที่นายแดงได้รับจากการทำละเมิดของนายเขียวเพื่อเป็นค่าซ่อมรถยนต์และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวน 40,000 บาทนั้น เงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดจึงได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(13) ดังนั้น นายแดงจึงไม่ต้องนำเงินจำนวน 40,000 บาท มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรุป เงินค่าน้ำมันรถยนต์ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินเดือนเพื่อนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(1) เพราะไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(1) ส่วนเงินค่าสินไหมทดแทนได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 42(13)

ประมวลรัษฎากรมาตรา 65, 66

ประมวลรัษฎากรมาตรา 65, 66

โจทย์ บริษัทการบินไทย จำกัด ดำเนินกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 บริษัทฯ มีรายได้จากการประกอบกิจการ ดังนี้
        1 ขนส่งผู้โดยสารและสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 1,200 ล้านบาท กรณีนี้เรียกเก็บเงินในต่างประเทศทั้งหมด
        2. ขนส่งผู้โดยสารและสินค้าออกไปจากประเทศไทย จำนวน 1,200 ล้านบาท กรณีนี้เรียกเก็บในประเทศไทยทั้งหมด
        3. มีรายได้จากการขายของที่ระลึกในประเทศไทย จำนวน 100 ล้านบาท
        จงวินิจฉัยภาระภาษีเงินได้ของบริษัทฯ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
วางหลักกฎหมาย
       ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
วินิจฉัย
        กรณีตามปัญหา ต่ามหลักกฎหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักรก็ตาม ต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากรทั้งสิ้น
        เงินได้จากกิจการ หมายถึง เงินได้อันเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น รายได้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามปกติ
        เงินได้เนื่องจากกิจการ หมายถึง เงินได้ใดๆ ที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น เงินได้จากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการ
        เมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 บริษัทดังกล่าวมีรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 1,200 ล้านบาท การขนส่งผู้โดยสารและสินค้าออกไปจากประเทศไทย จำนวน 1,200 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายของที่ระลึกในประเทศไทย จำนวน 100 ล้านบาท รายได้ทั้งหมด 2,500 ล้านบาท จึงเป็นรายได้จากกิจการของ บริษัท การบินไทย จำกัด
        เพราะฉะนั้น เมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมีเงินได้จากกิจการ 2,500 ล้านบาท จึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นเงินได้จากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ไม่ว่าจะได้รับเงินได้นั้นในประเทศหรือต่างประเทศ
        สรุป บริษัท การบินไทย จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตามข้อ (1) (2) (3) ให้กับประเทศไทย เพราะเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมีเงินได้จากกิจการทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประมวลรัษฎากรมาตรา 41

ประมวลรัษฎากรมาตรา 41

โจทย์ บริษัท เหลืองแดงเขียว จำกัด ได้ทำสัญญาว่าจ้างนายเหลืองซึ่งมีสัญชาติไทยให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทฯ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยทางบริษัทฯ ได้ว่าจ้างนางเขียวซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทฯ ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยบริษัทฯ ได้โอนเงินค่าจ้างไปยังประเทศมาเลเซีย
        นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ตกลงจ้างนางสาวแดงซึ่งเป็นนายหน้าอิสระสัญชาติไทย (ไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัท) ให้ทำน้าที่นายหน้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแก่บริษัทฯ โดยบริษัทฯ ตกลงจะโอนเงินให้นางสาวแดงที่ประเทศไทย หากปรากฎข้อเท็จจริงว่า นอกจากนางเขียว กรณีนายเหลืองและนางสาวแดงไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่เกิดเงินได้แต่อย่างใด จงวินิจฉัยว่าทั้งสามคนนี้มีภาระภาษีเงินได้ในประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วางหลักว่า “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
        ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตร 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญยัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
        ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
วินิจฉัย
        กรณีตามปัญหา ตามหลักกฎหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่งนั้น กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยไม่ว่าผู้มีเงินได้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศไทย ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้เสมอ เมื่อเงินได้พึงประเมินนั้นเกิดขึ้นเนื่องจาก
        1. หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ
        2. กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ
        3. กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
        4. ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
        ดังนั้น ตามปัญหาการที่บริษัทฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้างนายเหลืองซึ่งมีสัญชาติไทยให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทฯ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยทางบริษัทฯ ได้โอนเงินค่าจ้างไปเข้าบัญชีของนายเหลืองในต่างประเทศ นายเหลืองมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากสำนักงานบริษัทฯ ในประเทศไทยมาเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย เพราะเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร
        ส่วนนางเขียวนั้นบริษัทฯ ได้ว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทฯ ที่จังหวัดอุบลราชธานี นางเขียวก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากสำนักงานบริษัทฯ ในประเทศไทยมาเสียภาษีเงินได้กับประเทศไทย เพราะเงินได้ดังกล่าวเกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย แม้เงินได้นั้นจะได้รับในต่างประเทศก็ต้องเสียภาษีให้ประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร
        ส่วนกรณีของนางสาวแดงนั้น ตามหลักกฎหมายรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสามกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
        1. ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และ
          2. มีเงินได้พึงประเมินเนื่องจาก
                   (1) หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือ
                   (2) กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ
                   (3) ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
          3. ได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่อยู่ในประเทศไทย
          การที่นางสาวแดงเป็นนายหน้าอิสระทำหน้าที่นายหน้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแก่บริษัทฯ โดยบริษัทฯ ตกลงจะโอนเงินให้นางสาวแดงที่ประเทศไทยนั้น นางสาวแดงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเงินได้นั้นให้กับประเทศไทย เพราะแม้นางสาวแดงจะมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย แต่นางสาวแดงมิใช่ผู้อยู่ในประเทศไทย จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเงินได้ดังกล่าว ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม
          สรุป  นายเหลืองมีภาระภาษีในประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้จากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง
          นางเขียวมีภาระภาษีในประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้จากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง
          ส่วนนางสาวแดงไม่มีภาระภาษีในประเทศไทย เพราะมิใช่ผู้อยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคส่าม


ประมวลรัษฎากรมาตรา 65, 66

ประมวลรัษฎากรมาตรา 65, 66

โจทย์ บริษัทไทยอาหารกุ้ง จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ปรากฎว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าในประเทสไทย จำนวน 600 ล้านบาท และในต่างประเทศอีก 400 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากต่างประเทศดังกล่าวจะฝากไว้กับธนาคารในต่างปรเทศไม่นำเข้ามาในประเทศไทย ดังนี้ บริษัทไทยอาหารกุ้ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรอย่างไร เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
          ประมวลรัษฎากร มาตรา 65  วางหลักว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน
          ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วางหลักว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
          บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำ บทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
วินิจฉัย
          จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พิจารณาได้ดังนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร และไม่ว่าจะนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม ต้องนำเงินได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
          เงินได้จากกิจการ หมายถึง เงินได้อันเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น รายได้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามปกติ
          เงินได้เนื่องจากกิจการ หมายถึง เงินได้ใดๆ ที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น เงินได้จากการขายที่ดินและสิ่งปลุกสร้าง อันมิใช่เป็นการดำเนินงานตามปกติของบริษัท
          ข้อเท็จจริงตามปัญหา เมื่อบริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด เป็นบรัทจดทะเบียนตามกฎหมายไทย บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด จึงต้องนำกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในราชอาณาจักรหรือนอกอาณาจักร และไม่ว่าจะนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ ดังนั้น บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากรในฐานกำไรสุทธิจากรายได้ 1,000 ล้านบาท แม้ไม่นำรายได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม
          สรุป ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากรในฐานกำไรสุทธิจากรายได้ 1,000 ล้านบาท

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1), 47(1)(ค), 57 เบญจ วรรคหนึ่ง

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1), 47(1)(ค), 57 เบญจ วรรคหนึ่ง

โจทย์ นายวิชัยกับนางสร้อยทองเป็นสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งสองมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือเด็กชายแก่นอายุ 8 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาซึ่งนายวิชัยได้จดทะเบียนรับรองเด็กชายแก่นเรียบร้อยแล้วและได้อุปการะเลี้ยงดูตลอดมา
        นายวิชัยทำงานอยู่ธนาคารแห่งหนึ่งต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2551 นายวิชัยได้จดทะเบียนสมรสกับนางลัดดาได้แยกยื่นแบบแสสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด. 91) สำหรับเงินเดือนที่แต่ละคนได้รับ โดยนายวิชัยได้นำเด็กชายแก่นบุตรของตนมาหักค่าลดหย่อน 17,000 บาท ตามที่เคยยื่นในปีภาษี 2551 ซึ่งนางลัดดามีความประสงค์จะนำเด็กชายแก่นบุตรของนายวิชัยสามีมาหักลดหย่อนด้วย ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่านายวิชัยนำบุตรของตนมาหักลดหย่อน 17,000 บาท ชอบด้วยประมวลรัษฎากรหรือไม่ และนางลัดดาจะนำบุตรของนายวิชัยมาหักลดหย่อนในส่วนของตนได้หรือไม่เพียงใด จงอธิบาย
หลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 วางหลักว่า “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
        (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน้จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระและเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้ เนื่องจากการจ้างแรงงาน”
          ประมวลรัษฎากร มาตรา 47(1)(ค) วางหลักว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกต่อไปนี้
        (1) ลดหย่อนให้สำหรับ
                   (ค) บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย”
          ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 เบญจ วรรคหนึ่ง, วรรคสอง (2) วางหลักว่า “ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรีก็ได้
        ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ดังนี้
        (2) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 47(1)) และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง
วินิจฉัย
        การที่นายวิชัยได้จดทะเบียนสมรสกับนางลัดดาซึ่งนางลัดดาทำงานแล้วนายวิชัยและนางลัดดาได้แยกยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินเดือนที่แต่ละคนได้รับ นายวิชัยและนางลัดดาสามารถทำได้ เพราะถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) โดยมิให้ถือว่าเป็นของสามีตามมาตรา 57 ตรีก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 57 เบญจ วรรคหนึ่ง
        เมื่อนายวิชัยและนางลัดดาต่างแยกยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินเดือนที่แต่ละคนได้รับนายวิชัยและนางลัดดาจึงต้องนำเด็กชายแก่นบุตรชายของนายวิชัยมาหักลดหย่อนได้คนละกึ่งหนึ่งคือคนละ 8,500 บาท ทั้งนี้ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 57 เบญจ วรรคสอง (2)
        กรณีดังกล่าวแม้เด็กชายแก่นจะเป็นบุตรชอบด้วยกฝำหมายของนายวิชัยคนเดียวเพราะนายวิชัยได้จดทะเบียนรับรองเด็กชายแก่นเป็นบุตรและได้อุปการะเลี้ยงดูตลอดมาก็ตามแต่ประมวลรัษฎากรมาตรา 47(1)(ค) ก็ให้สิทธิแก่นางลัดดาที่จะนำบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัยสามีมาหักลดหย่อนด้วยได้
        ดังนั้นเมื่อนางลัดดามีความประสงค์จะนำเด็กชายแก่นบุตรของนายวิชัยสามีมาหักลดหย่อนด้วย นายวิชัยและนางลัดดาจึงต้องนำเด็กชายแก่นมาหักลดหย่อนได้คนละ 8,500 บาท ตามมาตรา 57 เบญจ วรรคสอง (2) การที่นายวิชัยนำเด็กชายแก่นมาหักลดหย่อนเต็มจำนวน 17,000 บาทจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 57 เบญจ วรรคหนึ่ง นางลัดดาก็สามารถนำบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีมาหักลดหย่อนได้ในส่วนของตนตามมาตรา 47(1)() กึ่งหนึ่งคือ 8,500 บาท ตามมาตรา 57 เบญจ วรรคสอง(2) (เทียบคำพิพาทษาฎีกาที่ 368/2543)
        สรุป นายวิชัยนำบุตรของตนมาหักลดหย่อน 17,000 บาท ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรเพราะนายวิชัยหักได้แค่กึ่งหนึ่ง และนางลัดดานำบุตรของนายวิชัยมาหักลดหย่อนได้กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(1), 47(1)(ค) และมาตรา 57 เบญจ

ประมวลรัษฎากรมาตรา 66, 67

ประมวลรัษฎากรมาตรา 66, 67
โจทย์ บริษัทสิงคโปร์ขนส่งสินค้าทางทะเล จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ปรากฎว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 ได้รับจ้างขนส่งสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทยมีรายได้จำนวน 700 ล้านบาท จงวินิจฉัยว่าบริษัทสิงคโปร์ขนส่งสินค้าทางทะเล จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วางหลักว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
        บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำ บทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 วางหลักว่า “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
        (1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสารค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
        (2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
วินิจฉัย
        จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พิจารณาดังนี้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร และประมวลรัษฎากร มาตรา 67 กำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย หากกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
        (1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนโดยสารนั้น
        (2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น แต่หากเป็นการขนของเข้ามาในประเทศไทย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ก็มิต้องเสียภาษีเงินได้
        ข้อเท็จจริงตามปัญหา การที่ในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 บริษัท สิงคโปร์ขนส่งสินค้าทางทะเล ขนสินค้าเข้ามายังประเทศไทย ดังนี้ บริษัทสิงคโปร์ขนส่งสินค้าทางทะเล จำกัด จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้จำนวน 700 ล้านบาท ตามมาตร 67(2) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากการขนสินค้าเข้ามายังประเทศไทย มิใช่เป็นการรับขนของออกจากประเทศไทย
       สรุป ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น บริษัทสิงคโปร์ขนส่งสินค้าทางทะเล จำกัด ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้จำนวน 700 ล้านบาท ตามประมวลรัษฎากร

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65, 66

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65, 66

โจทย์ บริษัทไทยอาหารกุ้ง จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ปรากฎว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าในประเทสไทย จำนวน 600 ล้านบาท และในต่างประเทศอีก 400 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากต่างประเทศดังกล่าวจะฝากไว้กับธนาคารในต่างปรเทศไม่นำเข้ามาในประเทศไทย ดังนี้ บริษัทไทยอาหารกุ้ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรอย่างไร เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 65  วางหลักว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วางหลักว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
        บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำ บทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
วินิจฉัย
        จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พิจารณาได้ดังนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร และไม่ว่าจะนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม ต้องนำเงินได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
        เงินได้จากกิจการ หมายถึง เงินได้อันเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น รายได้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามปกติ
        เงินได้เนื่องจากกิจการ หมายถึง เงินได้ใดๆ ที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น เงินได้จากการขายที่ดินและสิ่งปลุกสร้าง อันมิใช่เป็นการดำเนินงานตามปกติของบริษัท
        ข้อเท็จจริงตามปัญหา เมื่อบริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด เป็นบรัทจดทะเบียนตามกฎหมายไทย บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด จึงต้องนำกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี 2552 มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในราชอาณาจักรหรือนอกอาณาจักร และไม่ว่าจะนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ ดังนั้น บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากรในฐานกำไรสุทธิจากรายได้ 1,000 ล้านบาท แม้ไม่นำรายได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม
        สรุป ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น บริษัท ไทยอาหารกุ้ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากรในฐานกำไรสุทธิจากรายได้ 1,000 ล้านบาท

ประมวลรัษฎากร มาตรา 41

ประมวลรัษฎากร มาตรา 41

โจทย์        ในปีภาษี 2552 นายเอกได้ประกอบธุรกิจบ้านให้เช่าในประเทศไทยมีรายได้จากค่าเช่าจำนวน 3 ล้านบาท แต่ปรากฎว่า ในปีภาษี 2552 นายเอกได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศ จึงอยู่ประเทศไทยเพียง 90 วัน จงวินิจฉัยว่านายเอกต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินค่าเช่าดังกล่าวตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด
วางหลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วางหลักว่า “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่หรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
        ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
        ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
วินิจฉัย
        จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พิจารณาได้ดังนี้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วรรคแรก ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยไม่ว่าผู้มีเงินได้จะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศไทย ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้เสมอ เมื่อเงินได้พึงประเมินนั้นเกิดขึ้นเนื่องจาก
        1. หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ
        2. กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ
        3. กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
        4. ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
        ข้อเท็จจริงตามปัญหา การที่ในปีภาษี 2552 นายเอกได้ประกอบธุรกิจบ้านให้เช่าในประเทศไทยมีรายได้จากค่าเช่าจำนวน 3 ล้านบาท แต่ปรากฎว่า ในปีภาษี 2552 นายเอกได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศ จึงอยู่ประเทศไทยเพียง 90 วัน ดังนี้ แม้นายเอกจะอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคท้ายก็ตาม แต่เมื่อนายเอกเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย นายเอกจึงต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินค่าเช่าดังกล่าว็จจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคแรก
        สรุป ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายเอกต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินค่าเช่าดังกล่าวตามประมวลกฎหมายรัษฎากร

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40, 56 วรรคแรก, 57 วรรคแรก, 57 ตรีวรรคแรก

ประมวลรัษฎากรมาตรา 40, 56 วรรคแรก, 57 วรรคแรก, 57 ตรีวรรคแรก

โจทย์ ในปีภาษี 2552 นายดำสามีรับราชการมีเงินเดือนตลอดทั้งปี 700,000 บาท และนางแดงภริยามีเงินได้จากค่านายหน้าจำนวน 300,000 บาท เด็กหญิงส้ม อายุ 12 ปี ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายดำและนายแดงได้เข้าแข่งขันเกมส์โชว์ทางโทรทัศน์รายการหนึ่งได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท จงวินิจฉัยว่า นายดำ นางแดง และเด็กหญิงส้มมีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภทใด ถ้านายดำและนางแดงได้อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีจะมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีในเงินได้ของบิดามารดาและบุตรอย่างไร
วางหลักกฎหมาย
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 วางหลักว่า “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
        (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
        (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยชุมนุม บำเหน็จโบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
        (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 วรรคแรก วางหลักว่า “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น
        (1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 30,000 บาท
        (2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียวเกิน 50,000  บาท
        (3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท หรือ
        (4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียวเกิน 100,000 บาท”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 วรรคแรก วางหลักว่า “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณีต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี”
        ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคแรก วางหลักว่า “ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย”
วินิจฉัย
        จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พิจารณาดังนี้ การที่ในปีภาษี 2552 นายดำสามีรับราชการมีเงินเดือนตลอดทั้งปี 700,000 บาท และนางแดงภริยามีเงินได้จากค่านายหน้าจำนวน 300,000 บาท เด็กหญิงส้ม อายุ 12 ปี ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายดำและนางแดงได้เข้าแข่งขันเกมส์โชว์ทางโทรทัศน์รายการหนึ่งได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท ดังนี้ ถือว่าในปีภาษี 2552 นายดำมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร นางแดงมีเงินได้พึงประเมินจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วน ด.ญ. ส้มมีเงินได้พึงประเมินจากการแข่งขันเกมส์โชว์ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร
        โดยในการยื่นแบบแสดงรายการประจำปีภาษี 2552 เมื่อความเป็นสามีและภริยามีอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว กฎหมายให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี นายดำสามีจึงเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีทั้งเงินได้พึงประเมินของตนเองและภริยาตามมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
        ส่วนเด็กหญิงส้มนั้น เมื่อยังเป็นผู้เยาว์ จึงเป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีแทน ตามมาตรา 56 วรรคแรกและมาตรา 57 แห่งประมวลรัษฎากรประกอบมาตรา 56 ทวิ
       สรุป ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายดำมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) นางแดงมีเงินได้พึงประเมินจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) ส่วน ด.ญ.ส้มมีเงินได้พึงประเมินจากการแข่งขันเกมส์โชว์ตามมาตรา 40(8) และในการยื่นแบบแสดงรายการประจำปีภาษี นายดำสามีเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีทั้งเงินได้พึงประเมินของตนเองและภริยา ส่วนเด็กหญิงส้มให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้มีหน้ายื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษี